วันอังคารที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2556

บันทึกการเรียนรู้นอกห้องเรียน 23/08/56

บันทึกการเรียนรู้นอกห้องเรียน
Out class: 23 สิงหาคม 2556
หลักสูตรการทำน้ำหมักชีวภาพ              
 
ความเป็นมา
          น้ำหมักชีวภาพ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลโดยการสกัดอินทรีย์
วัตถุจากพืช ผักและผลไม้โดยวิธีธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตในระดับครัวเรือนและชุมชน โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตพื้นบ้าน และมีสูตรและรูปแบบการผลิตที่แตกต่างกันไป อาทิเช่น การใช้จุลินทรีย์ในท้องถิ่น การใช้จุลินทรีย์เตรียมเฉพาะ การใช้น้ำตาล น้ำอ้อย น้ำผึ้งกากน้ำตาล ร่วมในกระบวนการผลิต เป็นต้น อีกทั้ง มีการเผยแพร่การใช้ประโยชน์ในหลายด้านได้แก่ ด้านสุขภาพ การเกษตรและสิ่งแวดล้อม
สำหรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลทางด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อม แต่สำหรับการบริโภค ยังพบปัญหาสำคัญได้แก่ ประชาชนยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ขาดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องของกระบวนการผลิต การบรรจุ การเก็บรักษา และการตรวจสอบคุณภาพซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำหมักชีวภาพ เพื่อให้มีความปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง ตระหนักถึงประสิทธิภาพในการใช้น้ำหมักชีวภาพ และประโยชน์ในการใช้น้ำหมักชีวภาพ  โดยมุ่งเน้นให้ความรู้ ความเข้าใจ และความสำคัญเกี่ยวกับน้ำหมักชีวภาพ การผลิต น้ำหมักชีวภาพเพื่อบริโภคในครัวเรือน ตลอดจนสุขลักษณะที่ดีของผู้ผลิต
 
ชุมชนบ้านขวาง  เป็นชุมชนที่มีอาณาเขต  ทางทิศเหนือติดต่อกับ หมู่ที่ 3 ตำบลท่างิ้ว ทางทิศใต้ติดต่อกับ หมู่ที่ 5 ตำบลนาทราย ทางทิศตะวันตกติดต่อกับ หมู่ที่ 4 ตำบลท่างิ้ว และทางทิศตะวันออกติดต่อกับ หมู่ที่ 3 ตำบลท่างิ้ว ชุมชนบ้านขวางชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา และรองลงมาก็คืออาชีพรับจ้าง ซึ่งรายได้ของหมู่บ้านเฉลี่ย 13,220,450 บาท/ปี ในชุมชนมีชาวบ้านที่นับถือศาสนาพุทธ 99% และนับถือศาสนาอิสลาม 1 %  การตั้งบ้านเรือนในชุมชนจะเรียงรายไปตามแนวสองข้างทางของถนน ชาวบ้านส่วนมากไม่เห็นความสำคัญของการใช้เงินที่ประหยัดและอดออม พบว่าเมื่อก่อนการทำนาของชาวบ้าน ส่วนใหญ่มีการใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช แต่ตอนนี้มีการใช้น้ำหมักชีวภาพกันบ้างแล้ว และมีผู้ที่รู้เกี่ยวกับน้ำหมักชีวภาพน้อยมาก ทำให้ชาวบ้านบางส่วนต้องเอาเงินไปซื้อสารเคมี เพื่อการกำจัดศัตรูพืช
จากการสังเกต พบว่ามีชาวบ้านส่วนใหญ่จะใช้จ่ายเงินสิ้นเปลืองไปกับสารเคมี ซึ่งบ้างทีอาจจะทำให้มีสารเคมีตกค้างบ้าง เมื่อมองในภาพรวมแล้ว ชุมชนมีสภาพของชุมชนค่อนข้างอ่อนแอขาดการรวมกลุ่มที่ดี มีความสนใจในการรับรู้ข่าวสารน้อยมาก และขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ขาดประสบการณ์ในการประกอบอาชีพ จึงจัดเป็นชุมชนที่มีปัญหาอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาแนวคิดทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นการสร้างจิตสำนึกในการใช้จ่าย อย่างประหยัด และเห็นคุณค่าทางด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นกับประชาชนในชุมชนนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น การสร้างให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนและพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ เกิดจิตสำนึก ตระหนัก และเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อมสะอาดรอบชุมชน และการอยู่ร่วมกันของชุมชนจะนำไปลู่การมีส่วนร่วมและการพึ่งตนเองของชุมชน
จากข้อมูลดังกล่าว จึงสนใจที่จะทำการศึกษาเกี่ยวกับการทำน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตร และใช้ในครัวเรือนซึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของชาวบ้านในหมู่บ้าน
หลักการ
1.      เป็นหลักสูตรที่มุ่งให้ความรู้และส่งเสริมให้ชาวบ้านได้ลดค่าใช้จ่ายในด้านเกาตรกรรม
2.      เป็นหลักสูตรที่จัดทำขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความอยู่ดีกินดีของประชากรในหมู่บ้าน
 
จุดประสงค์
1.      เข้าใจความหมายและความสำคัญของน้ำหมักชีวภาพ
2.      เข้าใจและสามารถจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์สำหรับการทำน้ำหมักชีวภาพ
3.      เข้าใจขั้นตอนและสามารถผสมส่วนประกอบต่างๆในการทำน้ำหมักชีวภาพ
4.      เข้าใจและสามารถผลปฏิบัติตามขั้นตอนการทำน้ำหมักชีวภาพต่างๆ ได้
5.      เข้าใจหลักวิธีการและสามารถนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้ประโยชน์ได้
 
กลุ่มเป้าหมาย
1.      ประชาชนทั่วไปที่มีความต้องการเรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับการทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อการใช้ในชีวิตประจำวัน
2.      นักเรียนที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำน้ำหมักชีวภาพเพื่อการศึกษาไปพัฒนาการเกษตร
 
ระยะเวลาเรียนและจำนวนหน่วยกิต
1.      ระยะเวลาของหลักสูตร
หลักสูตรการทำน้ำหมักชีวภาพใช้เวลาเรียน รวม 50  ชั่วโมง
1.1  เรียนรู้เนื้อหา จำนวน 14 ชั่วโมง
1.2  เรียนรู้จากการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมและการทำกิจกรรมตามที่กำหนด  จำนวน 36ชั่วโมง
2.      จำนวนหน่วยกิต
    หลักสูตรการทำน้ำหมักชีวภาพมีค่าเท่ากับ 5 หน่วยกิต (ระยะเวลาการเรียนรู้ 10 ชั่วโมงเท่ากับ 1หน่วยกิต)
โครงสร้างหลักสูตร
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับน้ำหมักชีวภาพ
-          ศึกษาเนื้อหาจำนวน 4 ชั่วโมง
 
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับน้ำหมักชีวภาพ
-          เนื้อหาศึกษาเนื้อหาจำนวน 4 ชั่วโมง
 
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 กรรมวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพ
-          ศึกษาเนื้อหาจำนวน 3 ชั่วโมง
-          ทำกิจกรรมจำนวน 7 ชั่วโมง
 
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 น้ำหมักชีวภาพสูตรต่างๆ
-          ศึกษาเนื้อหาจำนวน 3 ชั่วโมง
-          ทำกิจกรรมจำนวน 12 ชั่วโมง
 
 
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพและวิธีการนำไปใช้
-          ศึกษาเนื้อหาจำนวน 3 ชั่วโมง
-          ทำกิจกรรมจำนวน 14 ชั่วโมง
 
 
 
 

 
โครงสร้างหลักสูตร
 
 
 
 
 
เนื้อหาการเรียนรู้
จุดประสงค์การเรียนรู้
เนื้อหา
สื่อ/วัสดุอุปกรณ์
จำนวนชั่วโมง
ทฤษฎี
ปฏิบัติ
1.  ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับน้ำหมักชีวภาพ
1.      ผู้เรียนสามารถบอกความสำคัญ
ของน้ำหมักชีวภาพและสามารถบอการนำวัสดุในท้องถิ่นมาเป็นส่วนผสมได้
 
1.      ความหมายและความสำคัญของน้ำหมักชีวภาพ
2.      การนำวัสดุในท้องถิ่นมาเป็นส่วนผสม
–        ชุดวิชา
–        ภาพประกอบ\
–        วัตถุดิบ
4
 
2.  ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับน้ำหมักชีวภาพ
1.      ผู้เรียนสามารถบอกข้อดีของการทำน้ำหมักชีวภาพและข้อควรรู้
2.      ผู้เรียนสามารถบอกข้อควรระวังในการใช้น้ำหมักชีวภาพ
 
1.      ข้อดีและจุดเด่นของการทำน้ำหมักชีวภาพ
2.      ข้อควรระวังในการใช้น้ำหมักชีวภาพ
 
–        ชุดวิชา
–        ภาพประกอบ\
 
4
 
 
 

 
 
 
รายวิชา
จุดประสงค์การเรียนรู้
เนื้อหา
สื่อ/วัสดุอุปกรณ์
จำนวนชั่วโมง
ทฤษฎี
ปฏิบัติ
3.  กรรมวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพ
1.      ผู้เรียนสามารถบอกวิธีการเตรียมวัสดุสำหรับการทำน้ำหมักชีวภาพ
2.      ผู้เรียนสามารถบอกขั้นตอนการทำน้ำหมักชีวภาพ
3.      ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนการทำน้ำหมักชีวภาพได้อย่างถูกต้อง
1.      การเตรียมวัสดุสำหรับทำน้ำหมักชีวภาพ
2.      ขั้นตอนการทำน้ำหมักชีวภาพ
–        ชุดวิชา
–        ภาพประกอบ
–        วัตถุดิบในการทำน้ำหมักชีวภาพ
 
3
7
4.  น้ำหมักชีวภาพสูตรต่างๆ
1.      ผู้เรียนสามารถบอกขั้นตอนการทำน้ำหมักชีวภาพสูตรกำจัดศัตรูพืช
2.      ผู้เรียนสามารถบอกขั้นตอนการทำน้ำหมักชีวภาพสูตรซักล้าง
 
1.      สูตรกำจัดศัตรูพืช
2.      สูตรซักล้าง
 
–        ชุดวิชา
–        ภาพประกอบ
–        วัตถุดิบในการทำน้ำหมักชีวภาพ
 
3
12
 
 

 
 
 

รายวิชา
จุดประสงค์การเรียนรู้
เนื้อหา
สื่อ/วัสดุอุปกรณ์
จำนวนชั่วโมง
ทฤษฎี
ปฏิบัติ
5.  ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพและวิธีการนำไปใช้
1.      ผู้เรียนสามารถบอกประโยชน์และวิธีการนำไปใช้น้ำหมักชีวภาพ
2.      ผู้เรียนสามารถบอกวิธีการดูแลและขั้นตอนการเก็บรักษาน้ำหมักชีวภาพได้อย่างถูกต้อง
3.      ผู้เรียนสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนการดูแลและการเก็บรักษาน้ำหมักชีวภาพได้อย่างถูกต้อง
1.      น้ำหมักชีวภาพใช้ในการเกษตร
2.      น้ำหมักชีวภาพใช้ในครัวเรือน
3.      ขั้นตอนการดูแลและการเก็บรักษา
–        ชุดวิชา
–        ภาพประกอบ
3
14
 
 
 
สื่อการเรียนรู้
 
            สื่อการเรียนรู้ตามหลักหลักสูตรการทำน้ำหมักชีวภาพนั้น ได้จัดทำเป็นรูปแบบของบอร์ดที่เกี่ยวข้องกับการทำน้ำหมักชีวภาพซึ่งจะจัดเกี่ยวกับการให้ความรู้แก่กลุ่มเป้าหมาย โดยอาจจะเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญซึ่งอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทาการทำน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งประกอบด้วยสื่อการสอน ดังนี้
 
1.      ใบประกอบการเรียนรู้ เช่น เอกสารเกี่ยวกับการทำน้ำหมักชีวภาพ
 
2.      วิดีโอ เกี่ยวกับการทำน้ำหมักชีวภาพซึ่งจะช่วยให้ผู้ฟังสนใจในเรื่องที่เราจะบรรยายมากกว่าการพูดเพียงอย่างเดียว ซึ่ง วิดีโอที่จะนำมาเป็นวิดีโอเกี่ยวกับการทำน้ำหมักชีวภาพ และให้ดูการเปรียบเทียบเชิงผลผลิตระหว่างผู้ที่ใช้สารเคมีกับการทำน้ำหมักชีวภาพ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความตระหนักมากขึ้น
 
3.      กิจกรรมต่างๆ เพื่อให้กลุ่มชาวบ้านได้ทำน้ำหมักชีวภาพใช้เอง
 
 
 
กระบวนการเรียนรู้
 
 
 
ขั้นตอนที่ 1 สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรและวิธีการเรียนรู้ โดยการศึกษาข้อมูลจากคู่มือและวีดีทัศน์ปฐมนิเทศ บุคคลที่สามารถให้ความรู้ได้
 
 
 
ขั้นตอนที่ 2 วางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยในเบื้องต้นต้องเตรียมความพร้อมของตนเอง และเวลาเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งในการวางแผนการเรียนรู้ต้องกำหนดระยะเวลาการศึกษา การทดลองและฝึกปฏิบัติในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ ผู้เรียนอาจปรับหรือยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสมกับพื้นฐานและประสบการณ์ที่มีอยู่ และตนเองต้องมีความรู้เพียงพอด้วย
 
 
 
ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาเนื้อหาและทำกิจกรรมหรือลงมือปฏิบัติ      
 
 

 
 
 
การวัดผลประเมินผล
 
 
 
ทำการวัดและประเมินผล โดยดูจากจำนวนผู้เข้าร่วมอบรมและให้ความรู้เรื่อง การทำน้ำหมักชีวภาพและจำนวนผู้เข้าร่วมทำกิจกรรมการทำน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งเกณฑ์การประเมินผล 50% ของจำนวนประชากรทั้งหมด
 
 
 
การจบหลักสูตร
 
 
 
            กลุ่มผู้เรียนที่จะได้รับการพิจารณาให้จบหลักสูตรการทำน้ำหมักชีวภาพ จะต้องได้คะแนนการประเมินในส่วนของการเข้าร่วมอบรมและการเข้าร่วมกิจกรรมการทำน้ำหมักชีวภาพ ไม่น้อยกว่า 50%ของผู้เข้าอบรม
 
 

 
คณะผู้จัดทำ
 
ที่ปรึกษา
 
อาจารย์วัยวุฒ อินทวงศ์
 
รวบรวมเนื้อหาและจัดทำต้นฉบับ
 
 นางสาวรัตนาภรณ์   โกสล
 
ฝ่ายอุปกรณ์ สถานที่ และจัดทำสื่อ
 
 นายฐิตินันท์   อาจหนู
 
ผู้พิมพ์ต้นฉบับ
 
 นางสาวรัฐดาภรณ์   เกตุหนู

บันทึกการเรียนรู้ในห้องเรียน 22/08/56


บันทึกการเรียนรู้ในห้องเรียน
In class:22 สิงหาคม 2556

ในวันพฤหัสบดีที่ 22 สิงหาคม 2556 อาจารย์วัยวุฒ อินทวงศ์ ได้เข้าสอนในวิชาพัฒนาหลักสูตร อาจารย์ได้ให้พวกเราสอบกลางภาคกัน โดยให้ข้อสอบมา 2 ข้อ ใช้เวลาในการสอบในคาบเรียนเป็นเวลา 2 ชั่วโมง

แบบบันทึกการเรียนรู้นอกห้องเรียน 16/08/56

บันทึกการเรียนรู้นอกห้องเรียน
out class:16 สิงหาคม 2556
ดิฉันได้ศึกษาการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่อง วิธีการเขียนหลักสูตร โดยการทำดังนี้
1.      ชื่อเรื่อง
2.      ความสำคัญ
3.      จุดมุ่งหมาย
4.      วัตถุประสงค์
5.      เนื้อหาของหลักสูตร
6.      เวลาเรียน
7.      สื่อการเรียนรู้และแหล่งการเรียนรู้
8.      กิจกรรมการเรียนรู้
9.      ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
10. โครงสร้างเนื้อหาหลักสูตร
จากการที่ได้มีการศึกษาการเขียนหลักสูตร เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการทำหลักสูตรของตนเอง ว่าสมควรหรือไม่สมควรในการจัดทำหลักสูตร

แบบบันทึกการเข้าฟังบรรยาย วันที่ 15 สิงหาคม 2556

แบบบันทึกการเข้าฟังบรรยาย วันที่ 15 สิงหาคม 2556 ณ ศูนย์วัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เกี่ยวกับ การจัดการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดย นายบุญเรือง วุฒิพงศ์ รองผู้อำนวยการ สพป.นศ.3 ซึ่งในการเข้าฟังบรรยายในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้รับความรู้เกี่ยวกับ ความเป็นมาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ..2542 และการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคประชาคมอาเซียน ซึ่งข้าพเจ้าสรุปออกมาได้ดังนี้
การศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายถึง การศึกษาในระดับก่อนอุดมศึกษา ตามมาตรา49 กล่าวไว้ว่า”บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการได้รับการศึกษา ไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึง มีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” มาตรา80(3) “พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาทุกระดับและทุกรูปแบบจัดให้มีการพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวหน้า” 
ความหมายและคำนิยามแห่งการศึกษาที่ควรรู้
การศึกษา หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสาน วัฒนธรรมฯ
การศึกษาตลอดชีวิต หมายถึง การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
สถานศึกษา หมายถึง สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย สถาบัน  มหาวิทยาลัย ที่มีอำนาจหน้าที่หรือ วัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา
การประกันคุณภาพภายใน หมายถึง การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายใน โดยบุคลากรของสถานศึกษาหรือหน่วยงานต้นสังกัด
การประกันคุณภาพภายนอก หมายถึง การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอก (สม..)
ผู้สอน หมายถึง ครูและคณาจารย์ในสถานศึกษา
ครู หมายถึง บุคลากรวิชาชีพ ซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอน ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน
คณาจารย์ หมายถึง บุคลากรซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการสอน และการวิจัยในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา ระดับปริญญาของรัฐและเอกชน
หลักการศึกษาตาม พ...การศึกษาแห่งชาติ
1.เป็นการศึกษาตลอดชีวิต สำหรับประชาชน
2.ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
3.การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ระบบการศึกษามี 3 รูปแบบ คือ
1.การศึกษาในระบบ
2.การศึกษานอกระบบ
3.การศึกษาตามอัธยาศัย
แนวการจัดการศึกษา
1.ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ
2.เน้นความสำคัญ ทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการ ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ
3.ส่งเสริมและจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ
4.ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียน
5.ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
การแบ่งระดับ/ประเภทการศึกษาขั้นพื้นฐาน
            1.การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา
            2.การศึกษาระดับประถมศึกษา
3.การศึกษาระดับมัธยมศึกษา
            3.1 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
            3.2 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
โครงสร้างการบริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน
1.กระทรวงศึกษาธิการ (รมต./รมช.)
2.สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ สพฐ.)
3.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.เขตพื้นที่ฯ)
4.สถานศึกษา (ผอ.สถานศึกษา)
บทบาทหน้าที่ของบุคลากรและหน่วยงานที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
      โครงสร้างบุคลากรที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ นายกรัฐมนตรี, รมต./รมช., ปลัดกระทรวง, เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา, ผอ.สถานศึกษา และครูและบุคลากร
องค์คณะท่ามีบทบาทหน้าที่ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
1.คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ไม่เกิน 27 คน) มีหน้าที่ กำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2.คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มีหน้าที่บริหารงานบุคคล กำหนดหลักสูตร วิธีการสอบ
3.คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา (15 คน) มีหน้าที่วิเคราะห์การจัดตั้งโรงเรียน ยุบโรงเรียน
4.คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.... 10 คน)
มีหน้าที่สอบคัดเลือกครู สอบบรรจุครู
5.คณะกรรมการการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศึกษา (ก.... 9 คน) มีหน้าที่ในการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร การวัดการประเมินผลรายปี
6.คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (9/15 คน)
การศึกษาภาคบังคับ
ความหมาย : การศึกษาชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 9 ของการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เด็ก : เด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่ 7 จนถึงอายุย่างเข้าปีที่ 16
ผู้ปกครอง : บิดามารดา หรือบิดา หรือมารดา ซึ่งใช้อำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือผู้ที่เด็กอยู่ด้วยเป็นประจำหรืออยู่รับใช้การงาน
หน่วยงาน/องค์การที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ รัฐบาล, เอกชน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, บุคคล/ครอบครัว, องค์กรเอชน, องค์กรชุมชน, องค์รวิชาชีพ, สถาบันศาสนา, สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นๆ
การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และยุคประชาคมอาเซียน
วิสัยทัศน์ “คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ”
จุดเน้น สู่การพัฒนาผู้เรียน คือ คุณภาพในตัวผู้เรียนที่มีความครอบคลุมในด้านความสามารถและทักษะ ตลอดจนคุณลักกษณะที่ช่วยเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีคุณภาพ
กรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษา
1.พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่
2.พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่
3.พัฒนาคุณภาพสถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่
4.พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่
เป้าหมายในการปฏิรูปการศึกษา
เป้าหมายที่ 1 คนไทยในการศึกษาไทยมีคุณภาพ และได้มาตรฐานระดับสากล
เป้าหมายที่ 2 คนไทยใฝ่รู้ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง รักการอ่านและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายที่ 3 คนไทยใฝ่ดี มีคุณธรรมพื้นฐาน มีจิตสำนึกและค่านิยมที่พึงประสงค์ มีจิตสาธารณะ
เป้าหมายที่ 4 คนไทยคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น
จุดร่วมของอาเซียนในการยกระดับคุณภาพการศึกษา
1.การมุ่งสู่สังคมฐานความรู้
2.ยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ระดับสากล
3.การตอบสนองต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสังคมระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น
4.ใช้การศึกษาเป็นแนวทางยกระดับศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
5.การศึกษาเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์อย่างรอบด้าน